สรุป
ในปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จึงเป็นอีกเครื่องมือและกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้องค์การมีความได้ เปรียบคู่แข่ง ซึ่งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึงเป็นการดำเนินธุรกิจโดยการแลกเปลี่ยข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เช่น การซื้อขายสินค้า ข้อมูลและบริการ การโฆษณาผ่ายสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการโอนเงินทางอิเล็กทราอนิกส์เป็นต้น
การจำแนกประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถจำแนกได้ 4 ลักษณะนี้ธุรกิจกับธุรกิจ(B2B),ธุรกิจกับผู้บริโภค(B2C)ธุรกิจกับรัฐบาล (B2G )และผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C ) ส่วนรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งได้ 6 รูปแบบดังนี้ รายการสินค้าออนไลน์ การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ การประมูลอิเล็กทรอนิกส์ การประกาศซื้อ-ขายสินค้า รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และตลลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์
การทำการค้าบนโลกอินเตอร์เน็ตก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากการค้าขายทั่วๆไปทำให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีข้อแตกต่างไปจาการดำเนินธุรกิจทั่วไป ดังต่อไปนี้
การที่องค์การจะนำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งาน เพื่อช่วยสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจนั้น จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งข้อดีของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เป็นจำนวนมาก สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น ส่วนข้อเสียของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ความน่าเชื่อถือต่อพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังไม่มีความแน่นอน ต้นทุนในการพัฒนาค่อนข้างสูง หรือลูกค้ายังไม่สามารถเชื่อมั่นเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า เป็นต้น
ส่วนหลักการตลาดของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างจากหลักการตลาดทั่วไป ซึ่งเรียกว่า หลักการตลาด 6Psประกอบด้วย
ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการขาย การรักษาความเป็นส่วนตัว และการให้บริการแบบเจาะจง อีกทั้งยังพบปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆในการดำเนินการพาณิชย์อิเล็กทราอนิกส์ ซึ่งพบว่า รัฐบาลควรมีมาตรการดำเนินการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างรีบด่วน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการทำการค้าด้วยระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีความมั่นใจ นอกจากนี้ต้องมีกฎหมายรัดกุมและต้องส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของไทยกับต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมความรู้ทางด้านสารสนเทศด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น