วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

สรุปบทที่ 12

         สรุป
      หัวใจสำคัญในการธำรงอยู่ขององค์การธุรกิจคือ  ธุรกิจต้องสามารถปรับตัวให้อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างกลมกลืน  และสามารถดำเนินการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างมีประสิทธิภาพแต่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงของสิ่งแวดล้อมใน
ปัจจุบัน  ส่งผลให้องค์การธุรกิจต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการดำเนินงาน  เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ตลอดจนการรักษาพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  และสามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคงในสังคม  ซึ่งเราเรียกวิธีนี้ว่า         การดำเนินการเชิงกลยุทธ์      
       ปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้เป็นประโยชน์ต่อองค์การในหลายระดับตั้งแต่การปฏิบัติงานประจำวัน  การจัดทำและนำเสนอสารสนเทศแก่ผู้บริหาร  จนกระทั่งถึงการดำเนินงานให้ระดับกลยุทธ์ขององค์การ  โดยเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาใช้ในการสร้างและธำรงรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ตัวอย่างเช่น
              การกำหนดโครงสร้างและการดำเนินงานขององค์การใหม่
              การสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างองค์การกับลูกค้า  ผู้ขายวัตถุดิบ  และพันธมิตรธุรกิจ
              การพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและการให้บริการ
              การเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการเป็นพันธมิตร
              การส่งเสริมศักยภาพในด้านการตัดสินใจและการทำงานกลุ่ม
             การสร้างความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม  เป็นต้น
 ผู้บริหารเป็นบุคลที่สำคัญที่ทำให้องค์การประสบความก้าวหน้าหรือล้มเหลวปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศจะแสดง  บทบาทสำคัญ นอกเหนือจากการสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพโดยเทคโนโลยีสารสนเทศยังมีส่วนใน การกำหนดกลยุทธ์ขององค์การ  ดังนั้นถ้าผู้บริหารสามารถนำเทตโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ในการทำงานอย่างเหมาะสมแล้ว  นอกจากจะสามารถสร้างผลงานให้แก่ตนเองแล้ว  ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแก่องค์การด้วย


แบบฝึกหัดบทที่ 12

1. เหตุใดองค์การส่วนใหญ่จึงเริ่มพัฒนาระบบสารสนเทศจากความต้องการการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน  มากกว่าความต้องการสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์?
คำตอบ เพราะการพัฒนาระบบสารสนเทศที่ดีจะทำให้องค์การมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานต่างๆได้  และอาจจะทำให้องค์การได้เปรียบคู่แข่ง ในด้าน

2.ความได้เปรียบทางการแข่งขัน(Competitive Advantage) คืออะไร  และเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง?
คำตอบ แก่นของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของธุรกิจภาคเอกชน กลยุทธ์ในการแข่งขันก็คือการค้นหาความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งจะนำไปสู่การควบคุมตลาด หรือการได้กำไรที่มากกว่าที่บริษัทอื่นทำได้ตามปกติ กลยุทธ์เช่นนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้บริษัทสามารถได้กำไรได้อย่างยั่งยืนเหนือกว่าคู่แข่ง เมื่อบริษัทคู่แข่งรู้จักใช้ไอทีเหมือนกับเราก็จะทำให้เป็นเรื่องยากที่เราจะรักษาความได้เปรียบเอาไว้ได้ตลอดไป การเกิดนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอาจทำให้คู่แข่งขันสามารถพัฒนาระบบใหม่ ๆ ได้ในเวลาอันสั้นและทำให้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นเมื่อปีก่อนกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปได้ โดยปกติแล้วระบบสารสนเทศจะไม่สามารถช่วยให้บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้
การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ถือได้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันกันสูงมาก ประกอบปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การเปิดเสรีทางการค้า (FTA) ดอกเบี้ยและน้ำมันมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น การหลั่งไหลของสินค้าจากประเทศจีน เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ที่ดี ที่จะสามารถ แข่งขันทั้งในและต่างประเทศได้

3.องค์การจะสามารถธำรงรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะด้านสารสนเทศอย่างไร?
คำตอบ  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบที่สำคัญต่อการดำรงอยู่และการเจริญเติบโตของธุรกิจ องค์การธุรกิจต้องสามารถ ปรับตัวให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เทคโนโลยีสารสนเทศที่เคยถูกนำมาใช้เสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของ แต่ละกิจกรรมตามหน้าที่ทางธุรกิจ เช่น การเงิน การตลาด การดำเนินงาน และทรัพยากรบุคคลได้รับความสนใจนำมาใช้ประกอบการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Operations) เพื่อพัฒนาและธำรง รักษาความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Abilety) ขององค์การ การประยุกต์ เทคโนโลยีสารสนเทศต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่สอดรับกัน (Harmony) ระหว่างโครงสร้างองค์การ กลยุทธ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นงานที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนสูง

4.จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบบสารสนเทศ  กลยุทธ์  และโครงสร้างขององค์การ
คำตอบ โครงสร้างขององค์การธุรกิจสามารถพัฒนาระบบสารสนเทศขององค์การ  ซึ่งประกอบไปด้วย
ฐานข้อมูลต่าง ๆ  ขึ้นใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

5.ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับเทคโนโลยีสารสนเทศ  โดยเปรียบเทียบความแตกต่างในประเทศไทยและสหรัฐ?
คำตอบ ผู้บริหารไทยไม่ด้อยกว่าด่างชาติ ขอเพียงแต่ผู้บริหารไทยศึกษาหาความรู้ในนวัตกรรมใหม่ๆ (New Innovation) และศึกษาการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ

6.ผู้บริหารสมควรทำอย่างไร  เพื่อให้ทราบความต้องการด้านสารสนเทศขององค์การในอีก 5 ปีข้างหน้า?
คำตอบ  องค์การที่จะอยู่รอดและมีพัฒนาการต้องสามารถยู่ปรับตัวและจัดการกับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคตเพื่อให้ผู้บริหารในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์การได้ศึกษา แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศอาจทำให้เทคโนโลยีที่กล่าวถึงในที่นี้ล้าสมัยได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้บริหารที่สนใจจะต้องศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

7.จงอธิบายบทบาทของผู้บริหารระดับสูง  ที่มีต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ขององค์การ
คำตอบ บริหารระบุความต้องการ สารสนเทศ ได้ชัดเจน และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
1. ผู้บริหารต้องหาแนวทางในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ในการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบริการ เช่น วิศวกรรมคู่ขนาน (Concurrent Engineering) โดยการ ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ (Computer Aided Design , CAD) ในการออกแบบ พัฒนาและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในเวลาเดียวกัน เป็นต้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีคุณภาพ มีความทันสมัยและสอด คล้องความต้องการของลูกค้า ตลอดจนสนับสนุนการจัดโครงสร้างองค์การ ให้สามารถ ใช้ทรัพยากร ร่วมกัน และสอดคล้องกัน
2. ผู้บริหารต้องส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการ ต่อเชื่อม ระหว่าง หน่วยงาน ทั้ง ภายในและภายนอกองค์การ เพื่อให้การสื่อสาราข้อมูลมีความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึง ซึ่งจะทำให้ บุคคลเกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติงาน ร่วมกัน อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดความ รู้สึกที่ดีต่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจาก นี้ผู้บริหาร
3.ผู้บริหารต้องวางแผน ความสำเร็จของการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานขององค์การธุรกิจ เกิดจากการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน ของเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Infrastructure) ที่สอด คล้องกับสถานการณ์และกลยุทธ์ขององค์การ

8.เหตุใดองค์การจึงต้องกำหนดความต้องการก่อนและหลังด้านสารสนเทศ?
คำตอบ เพื่อให้ทราบว่าองค์การต้องการอะไร เป้าหมายขององค์การเป็นอย่างไร เพื่อที่จะวางแผนและปฏิบัติงานให้ตรงตามเป้าหมาย

9.เราสามารถประเมินคุณภาพของการดำเนินการด้านสารสนเทศในแต่ละองค์การได้อย่างไร?
คำตอบ  - พิจารณาว่าเป็นเรื่องที่ตรงกับความต้องการของเราอย่างแท้จริงหรือไม่
              - พิจารณาว่าเป็นสารสนเทศที่น่าเชื่อถือหรือไม่
              -  พิจารณาว่าเนื้อหาของสารสนเทศอยู่ในระดับใด

10.เหตุใดธุรกิจจึงต้องจัดตั้งคณะกรรมการด้านสารสนเทศขึ้น เพื่อทำการตัดสินใจในงานสำคัญด้านสารสนเทศขององค์การ?
คำตอบ เพราะจะได้บุคลากรที่มีความรู้ในงานเฉพาะด้าน และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุปบทที่ 11

             สรุป
         ปัจจุบันสมาชิกหลายส่วนในสังคมสมัยใหม่ได้เริ่มตระหนักถึงศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนรูปของระบบเศรษฐกิจ  สังคมและการเมืองได้ชัดเจนกว่าในอดีต  นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศนยังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อการทำกิจกรรม  และต่อความสัมพันธ์ของภาคธุรกิจทั้งในระดับองค์การ  กลุ่ม  และบุคคล  โดยเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การดำเนินงานขององค์การสะดวง  รวดเร็ว  และถูกต้อง  ตังอย่างเช่น  การเงินและการธนาคารที่บุคคลและสถาบันการเงินสามารถกระทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกัน  แม้จะอยู่ห่างทางระยะทาง  การขนส่งวัสดุภัณฑ์ที่สามารถตรวจสอบพิกัดของสิ่งของ  สายการบินที่สามารถสำรองที่นั่ง  ตรวจสอบความพร้อมด้านการบิน  รวบรวมข้อมูลของผู้โดยสาร  หรือธุรกิจขายสินค้าทางโทรทัศน์   ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อผ่านเครือข่ายใยแก้ว เป็นต้น  ซึ่งเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ  นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การ  โดยเฉพาะในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง
      ระบบสารสนเทศทางธุรกิจเป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจ เป็นระบบโดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจตลอดจนช่วยส่งเสริมให้องค์การ สามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร  โดยเราสามารถจำแนกระบบสารสนเทศทางธุรกิจออกเป็นระบบย่อยดังกล่าวต่อไปนี้
          ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี
          ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี
          ระบบสารสนเทศด้านการตลาด
          ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน
          ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล
              ปัจจุบันผู้จัดการด้านต่างๆของธุรกิจเช่น  การเงิน  การตลาด  หรือทรัพยากรบุคคลต่างที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี  เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศถูกนำมาประยุกต์ในการดำเนินงานมากขึ้นเรื่อยๆผู้บริหารที่ขาดทักษะด้านสารสนเทศจะ เสียโอกาสในการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน  ดังนั้นบุคคลที่ต้องการความสำเร็จในอนาคตต้องติดตาม  และคาดการณ์แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานดำเนินธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทัน

แบบฝึกหัดบทที่ 11

1.เหตุใดผู้บริหารระดับสูงสมควรต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีสารสนเทศ
คำตอบ   เพื่อการตัดสินใจที่ต้องกระทำอย่างสอดคล้องกัน  ปัจจุบันผู้บริหารต้องประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ  และการตัดสินใจทางธุรกิจขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ

2.จงอธิบายขั้นตอนในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ในองค์การ
คำตอบ 1.กำหนดกลยุทธ์องค์การที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
           2.กำหนดแผนการสารสนทศระดับองค์การและการดำเนินงาน  กำหนดโครงสร้างหน่วยงานสารสนเทศ
          3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศขององค์การ เช่น  อุปกรณ์ ชุดคำสั่ง ระบบสื่อสารและจัดการข้อมูล และระบบสำนักงานอัตโนมัติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดศักยภาพ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวของงานสารสนเทศในองค์การ
          4.กำหนดรายละเอียดการดำเนินงานภายในองค์การ พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมต่อการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิภาพผลสูงสุดแก่องค์การ

3.ระบบสารสนเทศด้านบัญชีมีลักษณะอย่างไร  และสัมพันธ์กับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการอย่างไร
คำตอบ  รวบรวมจัดระบบและนำเสนอสารสนเทศทางการบัญชีที่ช่วยในการตัดสินใจแก่ผู้ใช้สารสนเทศที่สามารถวัดค่าได้หรืการประมวลผลเชิงปริมาณมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงคุณภาพ โดยระบบสารสนทศด้าน การบัญชีจะมีส่วนประกอบหลัก 2  ส่วนคือ
         1.ระบบการบัญชีการเงิน (Financial Accounting  Sysetem)
         2.ระบบบัญชีบริหาร (Managerial  Accounting  System)

4.ระบบสารสนเทศด้านการเงินจะมีหน้าที่อย่างไรบ้าง
คำตอบ  1.การพยากรณ์  (Forecast) การศึกษา วิเคราะห์  การคาดการณ์  ก่รกำหนดทางเลือกและการวางแผนทางด้านการเงินของธุรกิจ
 2.การจัดการด้านการเงิน  (Financial  Management) เกี่ยวข้องกับเรื่องการบริหารเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น รายรับรายจ่าย
         3.การควบคุมทาการเงิน (Financial control) เพื่อติดตามผล ตรวจสอบ และประเมินความเหมาะสมในการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ โดยที่การตรวจสอบและการควบคุมทางการเงินของธุรกิจสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
                 1.การควบคุมภายใน  (Internal  Control)
                 2.การควบคุมภายนอก  (External  Control)

5.ระบบย่อยของระบบสสารสนเทศด้านการตลาดมีอะไรบ้าง
คำตอบ 1.ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการขาย
        2.ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด
        3.ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย
        4. ระบบสารสนเทศสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
        5.ระบบสารสนเทศสำหรับพยากรณ์การขาย
        6.ระบบสารสนเทศสำหรับการวางแผนกำไร
         7.ระบบสารสนเทศสำหรับการกำหนดราคา
         8.ระบบสารสนเทศสำหรับการควบคุมค่าใช้จ่าย

6.เราสามารถหาข้อมูลเพื่อประกอบการวางแผนการผลิตและการดำเนินงานขององค์การได้จากแหล่งใดบ้าง  จงอธิบายอย่างละเอียด
คำตอบ  1.การปฏิบัติงาน (Operations) เป็นข้อมูลที่แสดงถึงยอดขายและการดำเนินงานด้านการตลาดตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยข้อมูลการปฏิบัติงานจะเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานที่ช่วยในการตรวจสอบ ควบคุม และวางแผนแนวทางปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในอนาคต
         2.การวิจัยตลาด (Marketing Research) เป็นข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด โดยเฉพาะพฤติกรรมและความสัมพันธ์ของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรืบริการของธุรกิจ
         3.คู่แข่ง (Competitor) คำกล่าวที่ว่า”รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง”แสดงความสำคัญที่ธุรกิจต้องมีความเข้าใจในคู่แข่งขันทั้งด้านจำนวนและศักยภาพ โดยข้อมูลจากการดำเนินงานของคู่แข่งขัน ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดได้อย่างเหมาะสม
        4.กลยุทธ์องค์การ (Corporate Strategy) เป็นข้อมูลสำคัญทางการตลาด เนื่องจากกลยุทธ์จะเป็นเครื่องกำหนดแนวทางปฏิบัติของธุรกิจ และเป็นฐานในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดขององค์การ
       5.ข้อมูลจากภายนอก (External Data) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยีซึ่งจะส่งผลต่อโอกาสหรืออุปสรรคของธุรกิจ โดยทำให้ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของลูกค้าขยายหรือหดตัว ตลอดจนสร้างคู่แข่งขันใหม่หรือเปลี่ยนขั้นตอนและรูปแบบในการดำเนินงาน

7.ระบบการวางแผนความต้องการวัสดุหรือ MRP  คืออะไร  และมีประโยชน์ต่อการบริหารการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างไร
คำตอบ 1.ลดการขาดแคลนวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิต
        2.ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาวัตถุดิบและสินค้าคงคลัง
        3.ช่วยให้บุคลากรมีเวลาในการปฏิบัติงานอื่นมากขึ้น
        4.ประหยัดแรงงาน เวลา และค่าใช้จ่ายในการติดตามวัตถุดิบ
       5.ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

8.ข้อมูลจากแผนกกลยุทธ์ขององค์การเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจอย่างไร
คำตอบ  เป็นแม่แบบและแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์การผลิตและการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ

9.เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรบุคคลอย่างไร
คำตอบ  1.ความสามารถ (Capability)
       2.การควบคุม (control)
      3.ต้นทุน (Cost)
      4.การติดต่อสื่อสาร (communication)
      5.ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive  Advantage)            

10.จงยกตัวอย่างความสำคัญของระบบสารสนเทศที่มีต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
คำตอบ  ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล
                ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (human resource information system) หรือ HRIS หรือระบบสานสนเทศสำหรับบริหารงานบุคคล (personnel information system) หรือ PIS เป็นระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาให้สนับสนุนการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคล ตั้งแต่การวางแผน การจ้างงาน การพัฒนาและการฝึกอบรม ค่าจ้างเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย ช่วยให้การบริหารทรัพยากรบุคคลเกิดประสิทธิภาพ โดยที่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคลจะมีดังนี้                1.  ข้อมูลบุคลากร  เป็นข้อมูลของสมาชิกแต่ละคนขององค์การ ซึ่งประกอบด้วยประวัติเงินเดือนและ สวัสดิการ เป็นต้น
                2.  ผังองค์การ  แสดงโครงสร้างองค์การ การจัดหน่วยงานและแผนกำลังคน ซึ่งแสดงทั้งปริมาณและการจัดสรรทรัพยากรบุคคล
                3.  ข้อมูลจากภายนอก  ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลมิใช่ระบบปิดที่ควบคุมและดูแลสมาชิกภายในองค์การเท่านั้น แต่จะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง  ซึ่งต้องการข้อมูลจากภายนอกองค์การ เช่น การสำรวจเงินเดือน อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
                การจัดการทรัพยากรบุคคลเป็นงานสำคัญที่มิใช่เพียงแต่การปฏิบัติงาน ประจำวันที่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลบุคลากรและค่าจ้างแรงงานเท่านั้น แต่ต้องเป็นการดำเนินงานเชิงรุก (proactive) การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินงานช่วย ให้งานทรัพยากรบุคคลมีประสิทธิภาพขึ้น โดยที่การพัฒนาระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญ 5 ประการดังต่อไปนี้                1.  ความสามารถ  (capability) หมายถึงความพร้อมขององค์การและบุคคลในการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยต้องพิจารณาความสามารถของบุคลากร 3 กลุ่มคือ     ผู้บริหารระดับสูงต้องพร้อมที่จะสนับสนุนด้านนโยบาย กำลังคน กำลังเงิน และวัสดุอุปกรณ์ในการพัฒนาระบบสานสนเทศขององค์การ     ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ เพื่อให้การทำงานในหน่วยงานมีความคล่องตัวขึ้น     ฝ่ายสารสนเทศที่ต้องทำความเข้าใจและออกแบบระบบงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละกลุ่ม
                2.  การควบคุม (control) การพัฒนา HRIS จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสารสนเทศโดยเฉพาะการเข้า ถึงและความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากข้อมูลด้านทรัยพากรบุคคลจะเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของสมาชิกแต่ละคน ซึ่งจะมีผลต่อชื่อเสียงและผลได้-ผลเสียของบุคคล จึงต้องมีการจัดระบบการเข้าถึงและจัดการข้อมูลที่รัดกุม  โดยอนุญาตให้ผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบในแต่ละหน่วยงานสามารถ เข้าถึงและปรับปรุงสารสนเทศในส่วนงานของตนเท่านั้น
                3.  ต้นทุน (cost) ปกติการดำเนินงานด้านทรัพยากรบุคคลจะมีต้นทุนที่สูง ขณะเดียวกันก็จะไม่เห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงขององค์การทั้งในด้านการขยายตัวและหดตัวซึ่งจะมีผลกระทบต่อบุคลากร ดังนั้นฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคลสมควรมีข้อมูลที่เหมาะสมในการตัดสินใจ เป็นต้น ขณะเดียวกัน การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งฝ่ายบริหารสมควรต้องพิจารณาผลตอบแทนที่ได้รับจากการพัฒนาระบบว่าคุ้มค่ากับต้นทุนที่ใช้ไปหรือไม่
                4.  การติดต่อสื่อสาร (communication) หมายถึงการพัฒนาระบบสารสนเทศต้องศึกษาการไหลเวียนของสารสนเทศ (inforamtion flow) ภายในองค์การและความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนเตรียมการในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ เกิดความเข้าใจและทัศนคติที่ดีกับการนำระบบสารสนเทศมาประยุกต์ใช้
                5.  ความได้เปรียบในการแข่งขัน (competitive advantage) ปัจจุบันการพัฒนา HRIS ไม่เพียงแต่ช่วยให้การดำเนินงานขององค์การมีประสิทธิภาพขึ้น  แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างศักยภาพและความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ธุรกิจ
                ปัจจุบันเราต่างยอมรับว่า คนเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่ทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงที่ธุรกิจ ต้องรับภาระทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เงินเดือน สวัสดิการ และข้อมูลผูกพันในสัญญาจ้างงาน HRIS เป็นระบบสารสนเทศที่นำเสนอข้อมูลการตัดสินใจซึ่งเกิดประโยชน์แก่องค์การและสมาชิกแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างถูกต้องขึ้น

สรุปบทที่ 10

                          สรุป
         
        ในสังคมแห่งความรู้(knowledge society) ความรู้ ถือว่าเป็นทรัพยากรหลักสี่มีค่ายิ่งซึ่งแตกต่างจากปัจจัยการผลิตอื่นๆเนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา  ซึ่งสภาวะดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน  โดยลำดับขั้นของความรู้สามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นคือ ข้อมูล ความรู้ สารสนเทศ ความชำนาญ และความสามารถ
       ในปัจจุบันองค์การที่ประสบความสำเร็จคือองค์การที่มีการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอและเผยแพร่ความรู้นั้นไปทั่วทั้งองค์การ lkujiro nonaka และ takeunchib(1995)จึงได้นำเสนอโมเดลการสร้างความรู้ที่เชื่อว่า seci-knowledge conversion process ที่ประกอบด้วยกระบวนการ 4 กระบวนการ ได้แก่ socialization, Extemalization, Combination และ lntemailztion
ในเมื่อสารเทศและความรู้สึกมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการจัดการสารสนเทศ(Information managemnent) ไม่สามารถจัดการความรู้สึกได้ เพราะมีความซับซ้อนมากกว่า จึงมีการจัดการความรู้หรือเกิดขึ้น ซึ่งการจัดการความรู้ หมายถึงกระบวนการอย่างเป็นระบบที่องค์การพัฒนาขึ้นมาเกี่ยวกับแสวงหา การสร้าง การจัดเก็บ การถ่ายทอด และการใช้/การแพร่กระจายความรู้ เพื่อพัฒนาให้องค์การมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
    กระบวนการในการจัดการความรู้นั้น มีการจำแนกที่แตกต่างกัน  จากการศึกษา ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่ากระบวนการของการจัดการความรู้นั้น ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 5 ส่วนคือ กระบวนการแสวงหา การสร้าง การจัดเก็บ การถ่ายทอด และการใช้/แพร่ความรู้ โดยองค์การเองเพื่อให้องค์การสามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

แบบฝึกหัดบทที่ 10

1.เพราะเหตุใดในปัจจุบันความรู้จึงมีความสำคัญกับองค์การ?
คำตอบ  เมื่อข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นอย่างมากมายจึงทำให้เกิดสังคมแบบใหม่ที่เรียกกันว่า สังคมสารสนเทศ  , สังคมแห่งความรู้ หรือสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้  เป็นผลให้องค์การต่างๆต้องปฏิรูปตนเองเพื่อความอยู่รอดกันอย่างเต็มที่  และรองรับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
2.จงอธิบายความแตกต่างระหว่างข้อมูล  ความรู้  และสารสนเทศ
คำตอบ  ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุสามารถมองเห็นได้ เมื่อใช้กับหน่วยงานราชการ คำว่าข้อมูลหมายถึง บันทึกกิจกรรมทางราชการ เช่น มีผู้มาติดต่อราชการ เพื่อ ขออนุญาต ขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อมูล เราสามารถบอกได้ว่า ผู้ประกอบการจะผลิตอะไร มีส่วนประกอบอะไร สถานที่ผลิตตั้งอยู่ที่ไหน เลขทะเบียนที่ ได้รับ คือหมายเลขอะไร             สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมี การประมวลหรือวิเคราะห์ผลสรุปด้วยวิธีการต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน มีความหมาย มีคุณค่าเพิ่มขึ้นและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
            ความรู้  คือ กรอบของการประสมประสานระหว่าง ประสบการณ์ ค่านิยม และความรอบรู้บริบท และความรู้แจ้งอย่างช่ำชอง เป็นการประสมประสานที่ให้กรอบของ การประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ๆ มาผสมเข้าด้วยกัน

       
3.ลำดับขั้นของความรู้แบ่งออกเป็นกี่ประเภท  อะไรบ้าง?
คำตอบ  5  ปะเภท
1.  ความสามารถ   (Capability)
2.ความชำนาญ    (Expertise)
3. ความรู้    (Knowledge)
4. สารสนเทศ  (Information)
5. ข้อมูล    (Data)

4.โมเดลการสร้างความรู้ (SECI) ประกอบด้วยกระบวนการอะไรบ้าง และแต่ละกระบวนการมีความแตกต่างกันอย่างไร?
คำตอบ  Socialization  คือ  การสร้างความรู้ด้วย การแบ่งปันประสบการณ์โดยการพบปะ
    สมาคม และพูดคุยกับผู้อื่น ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอด แบ่งปัน ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลไปให้ผู้อื่น
               Externalization คือ การนำความรู้ในตัวบุคคลที่ได้นำมาพูดคุยกันถ่ายทอดออกมาให้
    
เป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือเป็นลายลักษณ์อักษร
               Combination  คือ  การผสมผสานความรู้ที่ชัดแจ้งมารวมกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
    เพื่อให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในทางปฏิบัติได้
                Internalization คือ การนำความรู้ที่ได้มาใหม่ไปใช้ปฏิบัติหรือลงมือทำจริง ๆโดยการ
    ฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา จนกลายเป็นความรู้และปรับปรุงตนเอ

5.เพราะเหตุใดองค์การในปัจจุบันจึงเล็งเห็นเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้?
คำตอบ  จะเห็นได้ว่า  การสร้างความรู้ให้อยู่คู่กับองค์การจะต้องอาศัยความร่วมมือของบุคลากรทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานขององค์การทั้งในปัจจุบันและอนาคต  แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการสร้างความรู้ในองค์การ คือ องค์จะต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และสร้างความรู้  และเมื่อองค์การร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันได้  จะทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์การในที่สุด ดังนั้นองค์การใดที่มีการสร้างสรรค์ความรู้อย่างไม่หยุดยั้งจะเป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ในองค์การต่อไป

6.จงอธิบายความหมายของการจัดการความรู้
คำตอบ  การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด

7.กระบวนการของการจัดการความรู้ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญกี่ส่วน  อะไรบ้าง?
คำตอบ  ประกอบด้วย  6  ส่วน
1. การสร้างความรู้ (Create)
2. การจัดและเก็บความรู้  (Capture/Store)
3. การเลือกหรือกรองความรู้  (Refine)
4. การกระจายความรู้  (Distribute)
5. การใช้ความรู้  (Use)
6. การติดตาม/ตรวจสอบความรู้  (Monitor)

8.ดังที่ Brain Quiun  กล่าวไว้ว่า  “ การจัดการความรู้เป็นกระบวนการ  ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เทคโนโลยีถูกคาดหมายว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การจัดการความรู้ประสบผลสำเร็จ” ท่านเห็นด้วยหรือไม่  อย่างไร?
คำตอบ   เห็นด้วย เพราะเทคโนโลยีช่วยให้กระบวนการจัดการความรู้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มีแหล่งข้อมูล  หรือผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทไม่มีความยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น  และจะเห็นได้ว่า  ลำพังเทคโนโลยีสารสนเทศเองก็ไม่สามารถสร้างความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดสินค้า บริการ  กระบวนการทำงาน และนวัตกรรมใหม่ได้  เพราะทั้งหมดนี้จะมีอยู่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดการความรู้  โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนสนับสนุน  ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ใช่สิ่งรับประกันความสำเร็จในการจัดการความรู้  เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น  ความสำเร็จในการจัดการความรู้จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ  ไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีสารสนเทศเพียงอย่างเดียว